Knowledge

2006/Jun/12

ทรงพระเจริญ

LONG LIVE THE KING

 

เรื่อง ขบวนเรือพระราชพิธี

...สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์
นารายณ์ทรงสุบรรณบิน ลินลาศฟ้าอ่าอวดองค์
อนันตนาคราชงามผุดผาดวาดแวววง
อเนกชาติภุชงค์ ลงเล่นน้ำงามเลิศลอย...

 

ในค่ำวันที่ 12 มิ.ย. ขบวนเรือพระราชพิธี มรดกแห่งวัฒนธรรมทางน้ำอันล้ำค่าหนึ่งเดียวในโลก จะออกโลดแล่นไปตามลำน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ท่าวาสุกรีไปจนถึงบริเวณวัดอรุณ

นี่คือความวิจิตรงดงามแห่งสายน้ำ ที่กว่าจะเกิดเป็นริ้วขบวนเรืออันยิ่งใหญ่อลังการในค่ำวันที่ 12 มิถุนายน บรรดาฝีพายทั้งหมด 2,200 คน กับเรือ 52 ลำ ต้องฝึกฝนเคี่ยวกรำกันอย่างหนักยาวนานหลายเดือน เพื่อให้ขบวนเรือโลดแล่นไปตามลำน้ำเจ้าพระยาอย่างสง่างาม ซึ่งพวกเขาเหล่านี้คือบุคคลสำคัญเบื้องหลังความอลังการแห่งขบวนเรือ ที่จะขาดใครคนใดคนหนึ่งไปไม่ได้

"นายเรือ" มือวางอันดับหนึ่งในเรือพระราชพิธี

สำหรับผู้ที่มีตำแหน่งใหญ่ที่สุดในเรือนั้น ต้องยกให้กับ "นายเรือ" ซึ่งถือเป็นผู้ควบคุมดูแลความเรียบร้อยของทั้งลำเรือ โดยบนเรือพระที่นั่งจะมีนายเรือสองคนด้วยกัน คือนายเรือคนที่ 1 และนายเรือคนที่ 2 นายเรือคนแรกจะยืนอยู่ด้านหน้าของบัลลังก์กัญญา (ที่ประทับ) ส่วนนายเรืออีกคนหนึ่งจะยืนอยู่ด้านหลังบัลลังก์

นาวาโทประจวบ อยู่สบาย นายเรือประจำเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เล่าให้ฟังถึงหน้าที่ของนายเรือบนขบวนเรือพระราชพิธีว่า

"สำหรับนายเรือนั้นก็มีหน้าที่นำเรือให้ปลอดภัย ดูแลกำลังพลในเรือ ดูแลความปลอดภัยของเรือทั้งหมด แต่เรื่องสำคัญๆ ที่นายเรือต้องควบคุมดูแลก็คือเรื่องเกี่ยวกับฝีพาย คือต้องให้เขาพายพร้อมกัน แล้วก็ควบคุมให้เรืออยู่ในทิศทางที่กำหนด ให้อยู่ในตำแหน่ง อยู่ในสถานีที่กำหนด และต้องควบคุมเรื่องเวลาที่ทางคณะกรรมการเขากำหนดไว้ว่าจะต้องถึงจุดนั้นจุดนี้ เวลาเท่านั้นเท่านี้ เราก็ต้องดำเนินการให้ได้ตามที่เขากำหนดมา"

เมื่อเห็นว่า เรือของตนเองล้าหลัง ไม่ทันขบวน หรือฝีพายอาจพายเร็วเกินไปจนเรือล้ำหน้าขบวน นายเรือจะเป็นผู้สังเกตและสั่งฝีพายให้พายเร็วขึ้นหรือช้าลง โดยวิธีการสั่งจะต้องส่งคำสั่งด้วยสัญญาณมือผ่านไปยังพลสัญญาณที่อยู่หัวเรือ และให้พลสัญญาณโบกธงให้สัญญาณฝีพายอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากจะต้องคอยควบคุมลูกเรือแล้ว ตัวเรือก็เป็นส่วนสำคัญที่นายเรือต้องให้ความดูแลเป็นพิเศษเช่นกัน "เอาเฉพาะเรือพระที่นั่งอย่างเรือนารายณ์ทรงสุบรรณฯ เป็นเรือที่มีน้ำหนักมากที่สุดในขบวนเรือในครั้งนี้ หนักประมาณ 20 ตัน ขนาดก็ทั้งกว้าง ยาว และใหญ่มาก ลวดลายก็มีตลอดทั้งลำเรือ รวมทั้งโขนเรือก็มีลวดลายแกะสลักมากมาย เพราะฉะนั้นก็ต้องระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นการนำเรือเข้าจอด การนำออกไปซ้อมขบวนก็ดี หรือนำเข้าหลักระหว่างพักก็ดี อันนี้สำคัญที่สุดคือต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยของตัวเรือ"

เมื่อถามถึงอุปสรรคในเรื่องของดินฟ้าอากาศที่อาจเกิดขึ้นระหว่างที่ขบวนเรือพระราชพิธีกำลังแล่น นาวาโทประจวบกล่าวว่า "ถ้าหากว่าฝนตกแบบไม่หนักมากจนเป็นหมอกมองไม่เห็นอย่างนั้นก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ในขบวนเรือพระที่นั่งสิ่งกลัวที่สุดคือ กลัวลม เพราะด้วยตัวเรือลำเรือที่ใหญ่ บัลลังก์กัญญาก็ใหญ่ ถ้าลมพัดมาแรงๆ ก็จะเหมือนเรือใบ คือกินลมไปเลย ถ้าลมแรงจะบังคับไม่ได้ ตรงนี้ต้องอาศัยฝีมือของฝีพายที่แข็งแรงมาก"


ครั้งนี้เป็นครั้งที่สี่แล้วที่นาวาโทประจวบได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในขบวนเรือพระราชพิธี โดยในครั้งก่อนๆ นั้นได้เคยอยู่ในตำแหน่งนายเรือของเรือรูปสัตว์ ปีนี้เป็นปีแรกที่ได้มาเป็นนายเรือบนเรือพระที่นั่ง แม้จะผ่านประสบการณ์ในการร่วมขบวนเรือฯ มาหลายครั้งแล้ว แต่ความรู้สึกตื่นเต้นก็ยังคงอยู่ "ทุกครั้งที่นำเรือก็มีความรู้สึกตื่นเต้น ถึงจะไม่ใช่ครั้งแรกแล้วก็ตาม โดยเฉพาะเมื่ออยู่บนเรือพระที่นั่ง ซึ่งเรือพระที่นั่ง 4 ลำ นี้ก็มักจะเป็นที่จับตามองของคนทั่วไป" นาวาโทประจวบกล่าว และปิดท้ายว่า...

"มีความรู้สึกภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของขบวนเรือพระราชพิธี ถึงแม้ว่าครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะไม่ได้เสด็จประทับบนเรือ แต่ก็รู้ว่าพระองค์ท่านทอดพระเนตรอยู่บนฝั่ง เราในฐานะที่เป็นนายเรือพระที่นั่ง ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ได้เสด็จแต่ก็จะทำหน้าที่เหมือนว่าท่านเสด็จอยู่ด้วย เรามีความภาคภูมิใจในเรื่องนี้"

"พลสัญญาณ" ผู้ส่งสารภายในเรือ

คำสั่งที่นายเรือต้องการส่งไปหาฝีพายนั้นคงไม่สามารถสื่อสารกันได้ หากว่าไม่มีคนกลางอย่าง "พลสัญญาณ"

นายเรือเอกทองดี รักกลั่น พลสัญญาณหัวเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เล่าถึงหน้าที่ของพลสัญญาณว่า "พลสัญญาณจะนั่งอยู่ที่หัวเรือหันหน้าเข้ามาด้านในเรือ รอดูคำสั่งจากสัญญาณมือของนายเรือที่จะส่งมาว่าจะให้ฝีพายทำอย่างไร คำสั่งส่วนมากก็เช่นให้ฝีพายพายท่านกบิน พายผสม หรือให้กราบขวาวาด กราบซ้ายวาด สมมติเรือจะเข้าเทียบ นายเรือก็จะสั่งซ้ายวาด ขวาคัด หรือถ้าเรือไม่ทันขบวน ต้องการให้ฝีพายเร่งเรือให้เร็ว เขาก็จะส่งสัญญาณมือมาตามแบบที่เราตกลงกันไว้ เช่นถ้าชูมือขึ้นลงๆ สามครั้งก็คือให้เร่งเร็ว หรือพายหนัก เพื่อให้เรือทันขบวน เราก็จะสั่งไปตามนั้น"


อุปกรณ์คู่มือของพลสัญญาณบนเรือพระที่นั่งก็คือพู่หางนกยูง ส่วนเรือประเภทอื่นๆ เช่นเรือรูปสัตว์ เรือดั้ง หรือเรือแซง พลสัญญาณจะใช้ธงธรรมดา แต่ในช่วงวันซ้อมนี้เรือทุกลำก็จะใช้ธงธรรมดาในการให้สัญญาณ ส่วนพู่หางนกยูงนี้จะใช้ในวันซ้อมใหญ่และวันแสดงจริงเท่านั้น นอกจากอุปกรณ์จะต่างกันแล้ว ลักษณะการนั่งในเรือของพลสัญญาณในเรือแต่ละลำก็ต่างกันด้วย โดยพลสัญญาณเรือพระที่นั่งทั้งสี่ลำจะนั่งหันหน้าเขาสู่ลำเรือ ขณะที่พลสัญญาณของเรือลำอื่นๆ จะยืนหันหน้าออกไปทางหัวเรือ

นาเรือเอกทองดี เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้เข้าร่วมกับกระบวนเรือพระราชพิธีมาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งที่ประทับใจที่สุดเห็นจะเป็นการมีส่วนร่วมครั้งแรกใน พ.ศ.2525 โดยรับหน้าที่เป็นฝีพายของเรือพระที่นั่งทรงสุพรรณหงส์ (คำว่า "ทรง" แสดงถึงว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับในเรือลำนั้น)

"ครั้งแรกนั้นผมภูมิใจมาก เมื่อรู้ว่าจะมีกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคก็รีบสมัครเลย เพราะเราเป็นคนสุพรรณ พายเรืออยู่กลางแม่น้ำสุพรรณบุรีมาตั้งแต่เล็กๆ แล้ว" นาวาทองดี ย้อนถึงความหลัง และเล่าให้ฟังถึงความประทับใจว่า

"ตอนนั้นผมเป็นฝีพายอยู่กราบซ้าย พอกระบวนเรือผ่านมาถึงตรงแบงก์ชาติก็มองเห็นประชาชนมาคอยชมอยู่ ตอนนั้นเขาสร้างเป็นอัฒจันทร์กี่ชั้นก็จำไม่ได้ แต่เห็นคนหลายพันคนรอชมอยู่ตรงนั้น แล้วทุกคนก็โบกธงชาติเล็กๆ ไปด้วย ผมยังจำภาพตอนนั้นได้แม่นเลย เห็นแล้วรู้สึกว่าประทับใจมากๆ จนน้ำตาแทบร่วง แล้วผมก็พยายามโยกศีรษะไปทางข้างหลัง ก็มองเห็นในหลวงท่านทรงยกกล้องถ่ายภาพถ่ายไปทางประชาชนที่อยู่ตรงนั้น"

"คราวนี้แม้ท่านไม่ได้ประทับในเรือด้วยแต่ก็ภูมิใจที่ท่านดูอยู่ ผมก็จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด" นายเรือเอกทองดีกล่าวอย่างภาคภูมิใจ


"ฝีพาย" กำลังพลสำคัญ

ตำแหน่งหน้าที่ที่ต้องอาศัยกำลังพลมากที่สุดในเรือแต่ละลำก็คือ "ฝีพาย" และฝีพายก็คือผู้ที่ต้องใช้พละกำลังมากที่สุดในลำเรือเช่นกัน

"เราฝึกซ้อมกันมาตั้งแต่ประมาณเดือนพฤศจิกายน ปี 2548 เริ่มตั้งแต่การฝึกซ้อมพายบนเขียงเรือบนบก แล้วก็ลงมาซ้อมในน้ำกับเรือภายในอู่ หลังจากแต่งท่าทางการพายแล้ว ก็มาพายซ้อมกับเรือที่วัดราชา จากนั้นจึงพายออกแม่น้ำจริงโดยใช้พวกเรือดั้ง เรือแซง มาซ้อมพายก่อน หลังจากที่ชำนาญแล้ว ท่าทางต่างๆ แต่งได้ดีแล้ว จึงมาลงเรือพระที่นั่ง" พันจ่าเอกสำเริง เฉยนิล ฝีพายเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เล่าถึงการฝึกซ้อมที่ผ่านมา กับการเข้าร่วมในขบวนเรือพระราชพิธีเป็นครั้งแรก

"ท่าพายของเรือพระที่นั่งจะเป็นท่านกบิน ไม่เหมือนเรือแซงเรือดั้งที่เป็นท่าพายธรรมดา หรือท่าพลราบ สำหรับท่านกบินจะมี 4 จังหวะ คือ พายลงไปในน้ำ 1 ดึงพายมา 2 แล้วก็ 3 แล้วก็ยกพายขึ้นเป็น 4 ในทั้งกระบวนเรือก็จะใช้ท่านี้ตลอด แต่ในเรือจะแบ่งเป็นภาคหัวเรือกับท้ายเรือ ภาคหัวเรือก็จะพายนกบินตลอด ภาคท้ายลำเรือก็อาจจะพายธรรมดาเป็นการแต่งเรือ เช่นมีการคัดวาดบ้าง หรือถ้าพายช้าไปก็ต้องมีการพายเสริมเข้าไปก็เปลี่ยนเป็นท่าธรรมดาบ้าง เพราะท่าพายนกบินจะลงพายไม่เต็มที่ ไม่เหมือนพายปกติ ก็จะทำให้เรือช้า ก็จะต้องสั่งพายแบบธรรมดาพายเสริมขึ้นไป ไม่อย่างนั้นจะไม่ทันขบวน" พันจ่าเอกสำเริงเล่า

ฝีพายทุกคนจะต้องคอยมองสัญญาณจากพลสัญญาณหัวเรือ ที่ได้รับสัญญาณคำสั่งมาจากนายเรืออีกที นอกจากนั้นก็ยังต้องฟังเสียงเห่เรือด้วย เพราะต้องมีการร้องรับเป็นจังหวะ รวมทั้งต้องพายให้เข้ากับเสียงเห่ด้วย โดยพันจ่าเอกสำเริงเล่าว่า เสียงเห่นั้นจะไม่คร่อมกับการพาย แต่จะเห่เป็นจังหวะพร้อมกับการพายเรือ เช่นการเห่จังหวะนี้เป็นการลงพาย จังหวะนี้ต้องยกพายขึ้น คือถ้าเห่ไม่เข้าจังหวะก็พายไม่ได้ หรือพายไม่เข้าจังหวะก็เห่ไม่ได้เช่นกัน


ขาดไม่ได้ "นายท้ายเรือ"

สำหรับเรือทุกลำแล้ว "นายท้ายเรือ" ถือเป็นหน้าที่ที่สำคัญมาก เพราะหากขาดนายท้ายไป เรือย่อมไม่สามารถควบคุมซ้ายขวาได้อย่างใจนึก และยิ่งถ้าเป็นเรือในขบวนพระราชพิธีที่เป็นเรือขนาดใหญ่ ยาว และน้ำหนักมากเช่นนี้ จะอาศัยเฉพาะพละกำลังของฝีพายอย่างเดียวก็อาจจะลำบากมิใช่น้อย

สำหรับตำแหน่งนายท้ายนั้น เรือตรีจิรพงศ์ กลมดวง นายท้ายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เล่าให้ฟังว่า หน้าที่นายท้ายก็คือเป็นคนควบคุมเรือ คัดท้ายเรือให้ไปทางซ้ายหรือขวา โดยดูคำสั่งจากนายเรือ หรือบังคับเรือให้เลี้ยวไปตามจุดต่างที่ได้ตกลงกันไว้ โดยในเรือพระที่นั่งนั้นจะมีนายท้ายเรือ 2 คนด้วยกันคอยคัดท้ายคนละด้าน

เมื่อถามถึงความรู้สึกหลังจากการซ้อมขบวนเรือพระราชพิธีผ่านพ้นไปหลายครั้งด้วยกัน เรือตรีจิรพงศ์ บอกว่า เรื่องความเหนื่อยนั้นก็คงไม่มากนัก เพราะเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องปฏิบัติอยู่แล้ว และต้องพยายามให้งานนั้นออกมาดีที่สุด สวยที่สุด เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทอดพระเนตรดูพวกเราทุกคนอยู่

เรือตรีจิรพงศ์กล่าวปิดท้ายว่า "การได้มาร่วมในขบวนก็เป็นความภาคภูมิใจ และดีใจ เพราะทำงานมาก็อยู่กับเรือพระราชพิธีมาตลอด คราวนี้ได้ทำหน้าที่เป็นนายท้ายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ก็เป็นความภาคภูมิใจมาก"


กว่าจะเป็นขบวนเรือพระราชพิธี

ในภาพรวมของการฝึกซ้อมขบวนเรือพระราชพิธีนั้น พล.ร.ต.อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ประธานฝ่ายควบคุมและอำนวยการขบวนเรือ เปิดเผยว่า สำหรับการฝึก มีการจัดกำลังพลเข้าประจำดำเนินการ เพื่อเข้าเตรียมการต่าง ๆ ตั้งแต่ 25 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นมา ขั้นตอนการฝึก จะฝึกครูฝึกฝีพาย ในระหว่างตุลาคม พฤศจิกายน 48 เพื่อไปฝึกฝีพายต่าง ๆ ใช้เวลา 15 วัน วันละ 6 ชั่วโมง การฝึกฝีพายบนเขียงฝึกบนพื้นที่ต่าง ๆ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 48 มกราคม 49 รวม 40 วัน จากนั้นมาฝึกฝีพายในเรือเป็นกระบวนย่อย ตามพื้นที่หน่วยรับเรือ เริ่มตั้งแค่ กุมภาพันธ์ 19 เมษายน 49 รวม 49 วัน จนกว่ากำลังพลต่าง ๆจะดำเนินการได้เรียบร้อยขึ้น เราก็จะดำเนินการฝึกซ้อมย่อยเช่นครั้งนี้เป็นต้น โดยแบ่งเป็น 6 ครั้ง เมษายน 2 ครั้ง คือ วันที่ 25 และ 28 เดือน พฤษภาคม 4 ครั้ง เป็นการซ้อมเวลากลางคืนทั้งหมด ในวันที่ 2, 16, 23 และ 30 สำหรับวันฝึกซ้อมใหญ่มี 2 วันคือ วันที่ 2 และวันที่ 6 มิถุนายน และใช้วันที่ 9 มิถุนายน ฝึกซ้อมเก็บรายละเอียดที่บกพร่อง

ในส่วนของการคัดเลือกฝีพายนั้น พล.ร.ต.อภิวัฒน์ กล่าวว่า

"เวลาคัดเลือกเราไม่จำเป็นต้องคัดเลือกคนเก่งมาก่อน เพราะเราสามารถฝึกได้ แต่เราคัดฝีพายจากทหารจากหลากหลายตำแหน่งที่มีแรง มีความมุ่งมั่นและสมัครใจ เพราะเราสามารถฝึกได้ โดยมีหลักสูตรฝึกอย่างมีขั้นตอน มันไม่ใช่แค่ฝึกพายเรืออย่างเดียว แต่ใน 2,200 คน ต้องทำให้พร้อมเพรียงกัน ต้องมีจังหวะ หูฟัง โน้มตัว จ้วงพาย พอถึงตอนขานเสียงเห่ ปากก็ต้องขานรับเสียงเห่ ซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือนในการฝึกซ้อม"

"การฝึกในลักษณะนี้ไม่ได้เป็นการฝึกร่างกายที่เน้นด้านความแข็งแรง หรือฝึกระเบียบวินัยที่เคร่งครัด แต่เป็นการฝึกให้ถูกต้องตามประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิม เพื่อสืบสานความเป็นไทย โดยเราต้องให้ความรู้ และให้เขามีความสมัครใจที่จะเรียนรู้ คนฝึกต้องรู้สึกว่าได้รับเกียรติ เป็นมงคลชีวิตที่ได้ทำภารกิจนี้ รวมถึงตัวผมด้วย"


สำหรับรายละเอียดการฝึกฝีพายนั้น พล.ร.ต.อภิวัฒน์ อธิบายว่า

"การฝึกช่วงแรกจะนำนายเรือทั้ง 52 ลำมาเข้าห้องเรียน เรียนทฤษฎีอย่างเดียวให้รู้จักประเพณีวัฒนธรรมประมาณ 1 เดือนครึ่งจนแตกฉาน จากนั้นนายเรือจะกลับไปสอนลูกเรือของตนเอง จะมี"เขียงฝึก"ซึ่งเป็นศัพท์ของผู้ใหญ่รุ่นก่อน มีลักษณะคล้ายกระทง แล้วให้เราขึ้นไปนั่งจับพาย พายลมอยู่บนบก พร้อมฝึกฟังเสียงเห่ โน้มตัว จ้วงพาย รับเสียงเห่ ทำอย่างนี้อยู่หลายเดือน"

"พอฝึกพายบนเขียงจนชำนาญ ต่อจากนั้นถึงลงฝึกพายในเรือ เพื่อจ้วงพายในน้ำและรับโหลด อีกประมาณ 3 4 เดือน การพายในน้ำแตกต่างจากการพายบนบกมาก เพราะการพายในน้ำ ตัวต้องใช้แรง ตากแดด ตากฝน ทนหิว จนฝีพายมีความชิน จึงเอาเรือที่แยกย้ายกันมารวมขบวนเรือ ซึ่งก็ทำให้ฝีพายได้รู้จักเพื่อนเพิ่ม โดยรู้จักไปเป็นขบวนเรือ ส่วนการพายกลางวันกับกลางคืนก็แตกต่างกัน เพราะต้องปรับสายตาในการรับแสง"

หากพูดถึงความยากลำบากของการฝึกซ้อมขบวนเรือพระราชพิธีในครั้งนี้ พล.ร.ต.อภิวัฒน์ สรุปเอาไว้ว่า ข้อแรก คือการนำเรือทั้ง 52 ลำมาอยู่รวมกันเป็นขบวนเรือ และเดินทางไปด้วยกันอย่างเรียบร้อยสวยงาม ตั้งแต่ท่าวาสุกรีไปจนถึงป้อมวิชัยประสิทธิ์ ส่วนความยากลำบากข้อสอง คือ การต่อสู้กับกระแสน้ำ กระแสลม ซึ่งกำลังพลฝีพายต้องมีความแข็งแรงพอที่จะเอาชนะทั้ง 2 อย่าง เพื่อให้เข้าสู่จุดมุ่งหมายได้ตรงตามเวลา กระบวนเรือไม่กลัวฝน แต่หากพายุมาแรงมาก เรือจะไม่สามารถรักษารูปกระบวนได้ เรืออาจจะต้องหยุด

"เรือพระราชพิธีเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษได้สร้างไว้ และสามารถใช้งานได้จริง ก่อนจะสืบทอดต่อมาจนถึงรุ่นเรา เราต้องเคารพนับถือ เวลาลงเรือเราต้องกราบไหว้แม่ย่านางเรือ ไม่พูดคำหยาบ ไม่ทำอะไรที่ไม่ดีในเรือ ต้องมีสัมมาคารวะในลำเรือ ตอนนี้เรือพระราชพิธีอยู่ในการดูแลของเรา เราต้องรักษาประเพณีนี้ไว้ รวมทั้งต้องรักษาเรือส่งทอดให้คนรุ่นหลัง"

********************************************************

เป็นเวลากว่าครึ่งปีทีเดียว ที่บรรดาฝีพาย นายท้าย นายเรือ และพนักงานทุกๆ ตำแหน่งในเรือต่างก็ทุ่มเทเวลา ฝึกฝน เคี่ยวกรำ ด้วยความยากลำบาก แต่ว่าพวกเขาก็ไม่ย่นย่อท้อใจ เพราะทุกคนต่างภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนเรือพระราชพิธีครั้งนี้ นอกจากนั้นพวกเขายังภูมิใจที่ได้ทำเพื่อประเทศไทยและได้ทำถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

และนี่ก็คือหนึ่งในเกียรติประวัติอันสูงสุดในชีวิตของเหล่าฝีพายทุกคน

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

การแสดงเรือพระราชพิธีจะมีขึ้นในค่ำวันที่ 12 มิถุนายน 2549 (17.00 น.เป็นต้นไป) ตั้งแต่ท่าวาสุกรีไปจนถึงบริเวณวัดอรุณฯ โดยในวันที่ 30 พ.ค.49 (17.00 น.) จะมีการซ้อมย่อยช่วงเย็นครั้งสุดท้าย และการซ้อมใหญ่ด้วยชุดการแต่งกายเหมือนจริง ในวันที่ 2,6 มิ.ย.49 (17.00 น.) รวมถึงการซ้อมปรับสภาพ ในวันที่ 9 มิ.ย.49 (17.00 น.) ก่อนจะแสดงจริงในค่ำวันที่ 12 มิ.ย. (17.00 น.) ซึ่งผู้สนใจสามารถรับชมได้บริเวณสถานที่สาธารณะหรือร้านอาหารในบริเวณที่ขบวนเรือผ่าน
สำหรับขบวนเรือพระราชพิธีในครั้งนี้ประกอบไปด้วยเรือทั้งหมด 52 ลำ โดยมีเรือพระที่นั่ง 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ นอกจากนี้ก็มี เรือรูปสัตว์ 14 ลำ เรือดั้ง 22 ลำ เรือแซง 7 ลำ เรืออีเหลืองและเรือแตงโม 2 ลำ และเรือตำรวจอีก 3 ลำ

หลายๆคนคงทราบดีว่า ในงานฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การแสดงขบวนเรือพระราชพิธี ในเย็นวันที่ 12 มิถุนายน 2549 ตั้งแต่บริเวณท่าวาสุกรีจนไปสิ้นสุดบริเวณวัดอรุณราชวราราม ถือเป็นหนึ่งในการแสดงไฮไลท์ที่จะปรากฏต่อสายตาชาวไทยและชาวโลก ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่ปัจจุบันเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในโลกที่เมืองไทย

สำหรับขบวนเรือพระราชพิธีครั้งนี้ เป็นการแสดงการเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำ หรือ พยุหยาตราชลมารค (การเสด็จพระราชดำเนินทางบก เรียกว่า พยุหยาตราสถลมารค) ที่เป็นประเพณีสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สืบต่อกันมานับแต่โบราณ ซึ่งจากบันทึกของหม่อมราชวงศ์ แสงสูรย์ ลดาวัลย์ ได้อธิบายถึงมูลเหตุของเรือที่ใช้ในกระบวนพยุหยาตราฯ ไว้ว่ามาจากเรือรบที่ใช้ในศึกสงคราม รวมถึงเรือส่งกำลังพล เรือส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ เรือส่งเสบียงดังที่บันทึกเอาไว้ว่า

...เรือพระราชพิธีที่ใช้ในกระบวนเสด็จพระราชดำเนินโดยกระบวนพยุหยาตราชลมารคนี้ แท้จริงก็คือ เรือรบที่โบราณท่านใช้รบในลำแม่น้ำ...

และเมื่อสงครามทางน้ำห่างหายไป เรือเหล่านี้จึงถูกนำมาใช้ในการเสด็จพระราชดำเนินทางน้ำในพระราชพิธีต่างๆ ซึ่งพระมหากษัตริย์เลือกที่จะใช้เรือรบหลวงต่างๆเหล่านี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพภายใต้พระบารมี จึงเกิดเป็นกระบวนพยุหยาตราชลมารคขึ้นมา

โดยกระบวนพยุหยาตราชลมารค หมายถึง ริ้วกระบวนที่จัดขึ้นในการที่พระเจ้าอยู่หัวสมัยโบราณเสด็จพระราชดำเนินไปในการต่างๆ ทั้งเป็นการส่วนพระองค์และที่เป็นการพระราชพิธี ดังเช่น พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ซึ่งนักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า กระบวนพยุหยาตราชลมารค น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี โดยว่ากันว่า เริ่มจากการที่ พระร่วงได้นำเรือออกไปลอยกระทงหรือกระทำพิธี จองเปรียง ณ กลางสระน้ำ พร้อมทั้งเผาเทียนเล่นไฟในยามเพ็ญเดือนสิบสอง

ต่อมาอีกราว 100 ปี ในยุคกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ตามพงศาวดารได้บันทึกไว้ว่า สมเด็จพระนเรศวรเมื่อคราวเสด็จไปตีเมืองเมาะตะมะ เสด็จพระราชดำเนินจากกรุงศรีอยุธยาโดยชลมารค พอได้เวลาฤกษ์ พระโหราราชครูอธิบดีศรีทิชาจารย์ ก็ลั่นกลองฆ้องชัยให้พายเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ อันเป็นเรือทรงพระพุทธปฏิมากรทองนพคุณ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายพระนามสมญา พระพิชัย นำกระบวนออกไปก่อนเพื่อความเป็นสิริมงคล

ครั้นในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) ปรากฏหลักฐานว่าเมื่อพระองค์เสด็จแปรพระราชฐานไปยังหัวเมืองต่างๆ มีการจัดกระบวนพยุหยาตราฯที่เรียกว่า ขบวนเพชรพวง เป็นริ้วกระบวนยิ่งใหญ่ 4 สาย พร้อมริ้วเรือพระที่นั่ง ตรงกลางอีก 1 สาย มีเรือทั้งสิ้นไม่ตำกว่า 100 ลำ ซึ่งนับเป็นกระบวนพยุหยาตราฯที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์และนับเป็นต้นแบบสำคัญของกระบวนพยุหยาตราฯในสมัยต่อๆ มา

ทั้งนี้สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ปรากฏกระบวนพยุหยาตราฯ ครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โดยเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานผ้าพระกฐิน ณ วัดบางหว้าใหญ่ และวัดหงส์ เมื่อวันพุธ เดือน 11 แรม 4 ค่ำ เบญจศก พ.ศ. 2325

ส่วนในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน มีกระบวนพยุหยาตราฯเกิดขึ้นมาแล้ว 14 ครั้ง โดยครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2500 ซึ่งทางราชการได้จัดขึ้นเนื่องในงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ส่วนกระบวนพยุหยาตราฯ ครั้งล่าสุด(ครั้งที่ 14) มีขึ้นในการจัดประชุมการค้าเสรีประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือเอเปค 2003 เมื่อ 20 ตุลาคม พ.ศ.2546

สำหรับการแสดงขบวนเรือพระราชพิธี ในค่ำวันที่ 12 มิ.ย.นี้ ทาง พล.ร.ต.อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะประธานฝ่ายควบคุมและอำนวยการขบวนเรือ เปิดเผยว่า ทางสำนักพระราชวังให้เรียกว่า การแสดงขบวนเรือพระราชพิธี ไม่ใช่กระบวนพยุหยาตราชลมารค เนื่องจากพระบาทสมเด็จไม่ได้เสด็จประทับในเรือพระที่นั่ง แต่พระองค์ท่านจะเสด็จทอดพระเนตรร่วมกับพระราชอาคันตุกะจากต่างประเทศที่อาคารราชนาวิกสภา

อนึ่งการแสดงขบวนเรือพระราชพิธีครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงอย่างยิ่งใหญ่อลังการอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของเมืองไทย โดยจะใช้เรือ 52 ลำ ฝีพาย 2,200 นาย ประกอบด้วย เรือพระราชพิธี 4 ลำ ได้แก่ เรือสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ที่กองทัพเรือร่วมกับกรมศิลปากร และสำนักพระราชวัง ดำเนินการจัดสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาส พระพิธีกาญจนาภิเษก และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์

ส่วนเรือประเภทต่างๆได้แก่ เรือเอกชัยเหินหาว เรือเอกชัยหลาวทอง เรือพาลีรั้งทวีป เรือสุครีพครองเมือง เรือสุรวายุภักษ์ เรืออสุรปักษี เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรือกระบี่ราญรอนราพณ์ เรือครุฑเหินเห็จ เรือครุฑเตร็จไตรจักร เรือเสือทยานชล เรือเสือคำรณสินธุ์ เรืออีเหลือง เรือแตงโม เรือทอง-ขวานฟ้า เรือทองบ้าบิ่น เรือดั้ง 22 ลำ เรือแซง 7 ลำ เรือตำรวจ 3 ลำ

สำหรับผู้ที่เฝ้ารอชมการแสดงขบวนเรือพระราชพิธี ทางกองทัพเรือจะมีการซ้อมย่อยอีกครั้งในวันที่ 30 พ.ค.49 (16.00 น.) และการซ้อมใหญ่ ด้วยชุดการแต่งกายเหมือนจริง เวลาจริง ในวันที่ 2,6 มิ.ย.49 (17.00 น.) รวมถึงการซ้อมปรับสภาพ ในวันที่ 9 มิ.ย.49 (17.00 น.)ก่อนจะแสดงจริงในค่ำวันที่ 12 มิ.ย. (17.00 น.) ที่หลังจากการแสดงจะมีการลอยกระทงสายและการจุดพลุเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งผู้สนใจสามารถรับชมได้บริเวณสถานที่สาธารณะหรือร้านอาหารที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ ท่าวาสุกรี วัดอรุณราชวราราม

ส่วนใครที่อยากชมอย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องเบียดเสียด ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ที่ได้รับมอบหมายจากทางรัฐบาลให้เป็นหน่วยงานหลักในการจัดสถานที่นั่งชมความงดงามของขบวนเรือพระราชพิธี ได้จัดจุดชมขบวนเรือพระราชพิธีทั้งในวันซ้อมใหญ่และวันแสดงจริง ไว้ใน 2 จุดด้วยกัน คือ ที่นั่งชมบริเวณสนามหญ้าริมน้ำภายในธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ที่จัดบริการ 4 วัน คือ วันที่ 2, 6, 9 และ 12 มิ.ย. 49 (สามารถรองรับได้ 1,000 ที่นั่ง บัตรราคา 1,000 บาท รวมอาหารว่าง)

ส่วนจุดที่ 2 ที่นั่งชมบนอัฒจรรย์บนเรือริเวอร์ไซด์ ซึ่งเรือจะลอยลำอยู่หน้าหอประชุมกองทัพเรือด้านข้างราชนาวิกสภาจัดเฉพาะในวันซ้อมใหญ่คือวันที่ 2,6 และ 9 มิ.ย. 3 วันเท่านั้น (สามารถรองรับได้ 770 ที่นั่ง บัตรราคา 3,000 บาท พร้อมอาหาร) ซึ่งผู้สนใจสามารถสำรองที่นั่งและซื้อบัตรได้ที่ ททท. โทร. 0-2652-8315 (สายตรง) หรือ 0-2250-5500 ต่อ 2115-7 หรือที่เคาน์เตอร์ไทยทิกเก็ตส์มาสเตอร์ 6 สาขา

 

กาพย์เห่เรือฉลองศิริราชสมบัติครบ60ปี

บทที่ 1
สรรเสริญพระบารมี

ยอกรเหนือเกศก้ม กราบยุคล
แทบบาทองค์ภูมิพล ผ่านฟ้า
หกสิบวัสสานุสนธิ์ เสวยราชย์
เชิญเทพอวยชเยศหล้า โลกพร้องพรถวาย

ยอกรขึ้นเหนือเกศ กราบบทเรศองค์ภูมิพล
หกสิบวัสสาดล เป็นมงคลครองแผ่นดิน
เดชะพระบารมี จำเจริญศรีจำเริญสิน
เย็นจิตอยู่อาจิณ ทุกธานินทร์เทิดพระนาม
คือแสงทิพย์ที่ส่องไทย คือสายใยแห่งทวยสยาม
ยิ่งยาววันยิ่งแวววาม ยิ่งยาวยามยิ่งร่มเย็น
หัตถ์ทิพย์แห่งท่านไท้กำจัดไข้กำจัดเข็ญ
ถอนทุกข์ขุกลำเค็ญ เย็นทั่วหน้ามาทุกฉนำ
แผ่นดินที่ทรงครอง แผ่นดินทองแผ่นดินธรรม
คราวเข็ญเข้าครอบงำ ทรงดับเข็ญทุกคราวครัน
เหน็ดเหนื่อยนั้นหนักนัก ทรงงานหนักอเนกอนันต์
วักพักเพียงสักวัน ก็แสนน้อยดูนานเกิน
วังทิพย์คือท้องทุ่ง ม่านงานรุ้งคือเขาเขิน
ร้อนหนาวในราวเนิน มาโลมไล้ต่างรสสุคนธ์
ย่างพระบาทที่ยาตรา ยาวรอบหล้าฟ้าสากล
พระเสโทที่ถั่งท้น ถ้าไหลรวมคงท่วมไทย
ทรงธรรมโดยทรงทำ พระทรงนำอเนกนัย
ยึดรอยยุคลไคล ย่อมคว้าชัยให้โลกชม
ยามภัยพิบัติเบียนจำจนเจียนจวนจ่อมจม
ทรงเสกชีวิตตรม ให้กลับฟื้นขึ้นยืนตน
ถิ่นโหยระหายหิว ที่เหือดแห้งทุกแห่งหน
ย่อมชื้นด้วยหยาดชลที่ทรงชุบให้ฉ่ำทรวง
คือธารเมตตาธรรม อันลึกล้ำทะเลหลวง
เอิบอาบกำซาบปวง ทุกลมปราณด้วยปรานี
แผ่ผายข่ายการุณย์ เบิกบัวบุญพระบารมี
คุ้มครองป้องธาตรี ให้บานชื่นรื่นเริงชนม์
ทศธรรมล้ำสถิต ทศทิศไร้ทุกข์ทน
พระเดชอดุลย์ดล ทั้งสากลจึงเกริกไกร
ข้าเจ้าเหล่านาวินข้าแผ่นดินสำนึกใน
น้อมธรรมที่นำไทย ถวายชัยธิราชา
ศีลสัตย์คือสายสร้อย บรรจงร้อยแทนมาลา
บุญผองบำเพ็ญมา น้อมบูชาเป็นราชพลี
เดชะพระไตรรัตน์พระปรมัตถบารมี
เทวาทุกราศี อัญเชิญช่วยอวยชัยถวาย
ขอจงทรงพระเจริญพระชนม์เกินร้อยปีปลาย
อาพาธพินาศหาย ภัยพาลพ่ายพระภูมิพล
จงพระเสวยสวัสดิ์ พูนพิพัฒน์ผองศุภผล
พระหฤทัยไกลกังวลทุกทิพาราตรีกาล
พระประสงค์ทุกสิ่งเสร็จ แม้สรรเพชญพระโพธิญาณ
ดำรงรัชย์ชัชวาล ดั่งเวียงสวรรค์นิรันดร์เทอญ



บทที่ 2
ชมเรือกระบวน


ลอยลำงามสง่าแม้น มณีสวรรค์
หยาดโพยมเพียงหยัน ยั่วฟ้า
สายชลชุ่มฉ่ำฉันเฉกทิพย์ธารฤๅ
ไหลหลั่งโลมแหล่งหล้า หล่อเลี้ยงแรงเกษม

เรือเอยเรือพระที่นั่ง พิศสะพรั่งกลางสายชล
ลอบลำงามสง่ายลหยาดจากฟ้ามาโลมดิน
สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์
นารายณ์ทรงสุบรรณบิน ลินลาศฟ้าอ่าอวดองค์
อนันตนาคราช งามผุดผาดวาดแวววง
อเนกชาติภุชงค์ ลงเล่นน้ำงามเลิศลอย
กระบี่ศรีสง่า งามท่วงท่าไม่ท้อถอย
เรือครุฑไม่หยุดคอยยุดนาคคล้อยลอยเมฆินทร์
อสุรวายุภักษ์ ศักดิ์ศรีคู่อสุรปักษิน
พายยกเพียงนกบิน ผินสู่ฟ้าร่าเริงบน
เรือแซงแข่งเรือดั้ง พร้อมสะพรั่งกลางสาบชล
เรือชัยไฉไลล้น ยลเรือกิ่งพริ้งเพราตา
ยักษ์ลิงกลิ้งกลอกกาย แลลวดลายล้วนเลขา
รูปสัตว์หยัดกายา พาโผนเผ่นเป็นทิวแถว
เรือน้อยลอยน้ำไหล ล้อมเรือใหญ่ไหววับแวว
พร่างพราวราวเพชรแพรวพายพลิ้วกวักพรักพร้อมพาย
งามริ้วทิวทางแถวธงเพริศแพร้วแผ่วปลิวปลาย
งามเรือเหลือลวดลาย คล้ายเทพทิพย์หยิบลายผจง
อาภรณ์ผ้าแพรพรรณ สวยสีสรรสวมทรวดทรง
พลพายพายเรือลง ทิวธงถ้วนล้วนเฉิดฉัน
เสนาะศัพท์ขับเพลงเห่ เสียงเสน่ห์น้ำสนั่น
เพลงทิพย์ไป่เทียมทัน กลั่นจากทรวงปวงนาวี
ศิลปกรรมล้ำเลิศเหลือ ลวดลายเรือล้วนโสภี
ท่อนไม้ไร้ชีวี มีชีวิตคิดเหมือนเป็น
นาวาสถาปัตย์ช่างXวชัดชาญเชิงเช่น
ยิ่งยลยิ่งเยือกเย็น เห็นสายศิลป์วิญญาณไทย
สมบูรณ์สมบัติชาติ ควรประกาศเกียรติเกริกไกร
ฝีมือลือเลิศใคร ไม่เทียบเทียมเยี่ยมนิยม
ควรสืบควรรักษา ควรคู่ค่าควรเมืองสม
ควรเชิดควรชื่นชม ควรภูมิใจไทยทั้งมวล
แม้นสิ้นจากถิ่นไทย ห่อนเห็นใครมาคู่ควร
แบบบทหมดกระบวน ล้วนเลิศแล้วแพรวพริ้งพราย
ขวัญเอยเป็นขวัญเนตร ศิลป์พิเศษยังสืบสาย
ลูกหลานวานอย่าวาย อย่าดูดายศรีแผ่นดิน
ฝากโลกให้รู้จักฝากศรีศักดิ์วิญญาณศิลป์
ฝากชื่อลือธรณินทร์ ฝากศิลป์ซับไว้กับทรวง
เห่เอยเห่เรือสวรรค์ เพลงคนธรรพ์ลั่นลือสรวง
ฝากหาวเดือนดาวดวง อย่าลับล่วงอยู่นิรันดร์เทอญ



บทที่ 3
ชมเมือง


สยามเอยอุโฆษครื้นคุณขจร
สุขสถิตสถาพร ผ่านฟ้า
ไตรรงค์ลิ่วลมสลอน อวดโลก
ตราบเมื่อนี้เมื่อหน้า เมื่อโน้นนิรันดร์เกษม

สยามเอย สยามรัฐ งามร่มฉัตรทัดเทียมโพยม
กิตติศัพท์ขับประโคม โครมครืนครั่งลั่นหล้าคง
สุโขทัยไกลสุด ถึงอยุธยายง
ธนบุรีลอยฟ้าลง ทรงศักดิ์ฟื้นคืนคุณขจร
รัตนโกสินทร์ศิลป์ สืบระบืออันบวร
แม่นแม้นแดนอมร ถอนจากฟ้ามาเมืองดิน
เจ้าเอย เจ้าพระยา ถั่งธารามาเรื่อยริน
ทวยไทยได้อาบกิน ลินลาศลุ่มขุมกำลัง
งามเอย งามระยับ แวววาววับวัดเวียงวัง
ย่ำค่ำย่ำระฆัง วังเวงหวานซ่านซึ้งเสียง
เจดีย์ศรีสูงเหยียด เสียดยอดท้าฟ้ารายเรียง
ปรางค์ยอดทอดเงาเคียง เลี้ยงตาเมืองเรื้องเรืองรมย์
พืชพันธุ์ธัญญาผล เลี้ยงชีพชนดลอุดม
นาสวนชวนชื่นชม ร่มรื่นรมย์ร่มพฤษ์ไพร
เจ้าเอย เจ้าพระยา ถั่งธารามานานไกล
เอิบอาบกำซาบใจหล่อเลี้ยงไทยแผ่นดินทอง
รวงทองเหลืองท้องทุ่ง แดดทอรุ้งเหนือเขื่อนคลอง
ข้าวปลามาเนืองนอง เรือขึ้นล่องล้วนเริงแรง
วัดวาทุกอาวาสพุทธศาสน์ธรรมทอแสง
น้ำใจจึงไหลแรง ไม่เคยแล้งจากใจไทย
พิสุทธิ์พุทธศาสน์ ธรรมประกาศมานานไกล
ถึงถิ่นแผ่นดินไทยประจักษ์ใจว่าสัจจริง
ทรงภพอุปถัมภกทรงยอยกเป็นยอดยิ่ง
เผ่าไทยได้พักพิง จึงผุดผ่องผองภัยพาล
ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ เฉกร่มฉัตรรุ่งเรืองฉาน
เป็นถิ่นแห่งศีลทาน ทุกหย่อมย่านจึงร่มเย็น
ดินแดนแห่งกาสาว์ คือสมญาโลกย่อมเห็น
ศีลธรรมที่บำเพ็ญ ช่วยดับเข็ญทุกคราวครัน
บัวบุญจึงเบ่งบานอยู่กลางธารหทัยธรรม์
รอยยิ้มย่อมยืนยัน ถึงน้ำใจและไมตรี
นบไหว้พระไตรรัตน์บำรุงศาสน์บำรุงศรี
วิหารลานเจดีย์ ล้วนรุ่งโรจน์โบสถ์ศาลา
พระแก้วอยู่เหนือเกล้า ทุกค่ำเช้าเฝ้าบูชา
ศีลทานสารศรัทธาเปรมปรีดาด้วยความดี
ราชันขวัญสยามปิ่นเพชรงามปักธานี
ร่มพระบารมี ศรีไผทฉัตรชัยชน
ไตรรงค์ธงชัยโชค ลอยอวดโลกโบกลมบน
ขวัญฟ้าขวัญตายล ล้นเลิศหลักศักดิ์ศรีสยาม
เมื่อนี้ตราบเมื่อหน้า คงคู่หล้ากล้าเกียรติงาม
ใครบุกรุกเขตคาม ตามหาญหักรักษ์แผ่นดิน
ฟ้าเอย ฟ้าสยาม งามกว่าฟ้าทุกธานินทร์
เพลงสยามทุกยามยิน วิญญาณปลื้มดื่มด่ำใจ
ห้ารอบเสวยราชย์ประชาชาติถวายชัย
ร้อยรักภักดีไท้ เทิดทูนไว้จักรีวงศ์
เทพไทถวายทิพย์ พระเลิศลิบลุประสงค์
เกษมสุขทุกพระองค์ ขอจงทรงพระเจริญเทอญ

นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย : ผู้ประพันธ์

 

คนเห่เรือ...ผู้ขับขานกาพย์เห่เรือให้ก้องกังวานทั่วผืนน้ำ

...สุพรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อยลอยหลังสินธุ์
นารายณ์ทรงสุบรรณบิน ลินลาศฟ้าอ่าอวดองค์
อนันตนาคราชงามผุดผาดวาดแวววง
อเนกชาติภุชงค์ ลงเล่นน้ำงามเลิศลอย...

(บางท่อนจากกาพย์เห่เรือฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี : นาวาเอกทองย้อย แสงสินชัย-ผู้ประพันธ์ :ร.อ.ณัฐวัฏ อร่ามเกลื้อ-ผู้เห่ )

ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนเป็นต้นมาในช่วงของวันที่มีการซ้อมขบวนเรือพระราชพิธี แม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ท่าวาสุกรีไปจนถึงวัดอรุณราชวราราม แลดูงดงามไปด้วยขบวนเรือพระราชพิธีอันวิจิตรตระการตา ไม่ว่าจะเป็นความงามของเรือพระที่นั่ง ดังบทกลอนที่กล่าวมาในข้างต้น หรือเรือรูปสัตว์รูปแบบต่างๆ อาทิ

...กระบี่ศรีสง่า งามท่วงท่าไม่ท้อถอย
เรือครุฑไม่หยุดคอย ยุดนาคคล้อยลอยเมฆินทร์...

ในขณะที่เรือประกอบขบวนอื่นๆก็งดงามไม่แพ้กันไม่ว่าจะเป็น

...เรือแซงแข่งเรือดั้ง พร้อมสะพรั่งกลางสายชล
เรือชัยไฉไลล้นยลเรือกิ่งพริ้งเพราตา...

นอกจากความวิจิตรของลำเรือและรูปขบวนเรืออันงดงามแล้ว กาพย์เห่เรือและผู้เห่เรือ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ขบวนเรือพระราชพิธีจะขาดไม่ได้ เพราะด้วยเสียงร้องอันทรงพลังดังกังวานก้อง ของคนเห่เรือที่ขับขานบทเห่เรืออันไพเราะสละสลวยออกมา ผสานกับเสียงขานรับของฝีพายและท่วงท่าการพายที่พร้อมเพรียงนั้น ช่วยส่งให้ขบวนเรือพระราชพิธีงามสง่าสมกับที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าหนึ่งเดียวในโลก


พล.ร.ต.มงคล แสงสว่าง เจ้าของเสียงเห่เรือสุดคลาสสิค

...เห่เอยเห่เรือสวรรค์เพลงคนธรรพ์ลั่นลือสรวง
ฝากหาวเดือนดาวดวง อย่าลับล่วงอยู่นิรันดร์เทอญ...


นับตั้งแต่ปี 2525 มาจนถึงปี 2546 ไม่ว่าจะเป็นกระบวนพยุหยาตราชลมารค หรือขบวนเรือพระราชพิธี พลเรือตรี มงคล แสงสว่าง หรือที่หลายๆคนมักเรียกว่า อาจารย์มงคล ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง เจ้าของเสียงอันไพเราะเพราะพริ้งแต่เปี่ยมไปด้วยพลัง จะทำหน้าที่ขับขานบทเห่เรือข้างต้นในฐานะของผู้เห่เรือมือหนึ่ง ที่วันนี้แม้ว่าอาจารย์มงคลจะเลิกร้างการเห่เรือไปแล้ว แต่ซุ่มเสียงและลีลาการเห่เรือของ อ.มงคล ยังคงตราตรึงอยู่ในจิตใจของใครหลายๆคน เพราะนี่คือหนึ่งในเจ้าของเสียงเห่เรือสุดคลาสสิคคนหนึ่งของเมืองไทย

อ.มงคล เล่าว่า ได้เริ่มงานเห่เรือมาตั้งแต่ปี 2511 โดยงานใหญ่ทำงานแรกคือ งานกระบวนพยุหยาตราชลมาคเมื่อเดือน เมษายน 2525 ซึ่งเป็นงานใหญ่ครั้งแรกในชีวิต หลังจากนั้น อ.มงคลก็รับหน้าที่พนักงานเห่เรือตัวจริงมาโดยตลอด ก่อนที่จะอำลาหน้าที่การเห่เรือในงานใหญ่งานสุดท้าย นั่นก็คือ การเป็นผู้นำเห่ขบวนเรือพระราชพิธีในงาน เอเปค 2003 (พ.ศ.2546)ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน

เมื่อเข้ามารับราชการที่กองทัพเรือ มาเห็นเขาฝึก เห็นเขาร้องก็เกิดความสนใจ เดิมเราอยู่บ้านนอกก็ชอบเรื่องของการร้องรำทำเพลง ไม่ว่าจะเป็นเพลงลูกทุ่ง เพลงไทยสากล อันนี้ชอบร้องอยู่แล้ว พอมาเห็นอย่างนี้ก็เป็นสิ่งที่แปลก ไม่เคยพบไม่เคยเห็น ก็เกิดความสนใจ พยายามฝึกดูเขา พร้อมจดจำ ทั้งในเรื่องของการพายและการร้องว่าเขากันพายอย่างไร และร้องอย่างไร มันค่อย ๆ ฝัง ค่อย ๆ ซึมเข้าไป เป็นลักษณะของครูพักลักจำ กระทั่งมันอดรนทนไม่ไหว ไปฝากตัวเป็นศิษย์กับท่านครูพันจ่าเอกเขียว สุขภูมิ และได้เริ่มฝึกกันจริงๆจังๆในปี 2508 จนกระทั่งถึงปี 2510

เวลาสังสรรค์กับเพื่อนๆ เราจะนำบทเห่เรือที่ได้รับการฝึกจากคุณครูมาร้องให้เพื่อนฟัง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นช่วงดึกจึงเงียบสงบ พอเราขึ้นเสียงเพลงเรือมันดังลั่นไปหมดเลย ตอนเช้าตื่นขึ้นมา ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งท่านมีบ้านพักอยู่ในนั้น ท่านก็มาถามว่าใครเห่เรือ เราก็บอกไปว่า ผมเองครับ ท่านก็บอกว่าเสียงดีนี่ น่าจะฝึกหัดให้มันเป็นกิจจะลักษณะ จริงๆ จัง ๆ มันเลยเป็นมูลเหตุให้เราได้รับหน้าที่เป็นพนักงานเห่เรือ

หลังจากนั้นกรมการขนส่งทหารเรือได้จัดการประกวดเห่เรือขึ้นในงานปีใหม่ของกรมฯ โดยเอาข้าราชการที่ฝึกกับครูจำนวน 5 คนในขณะนั้น มาร้องแข่งขันกันว่าใครควรจะเป็นพนักงานเห่เรือแทนท่านที่กำลังจะเกษียณ การตัดสินท่านไม่ได้ชี้ว่าใครได้ที่ 1, 2, 3 เพียงแต่ในซองที่เป็นของขวัญ ท่านใส่เงินในซองจำนวนลดหลั่นกันออกไป พอเราร้องเพลงเสร็จเรียบร้อย ก็เอาซองมาอวดกันว่าใครได้เท่าไหร่ ก็ปรากฏว่าเราได้มากกว่าเพื่อน ท่านก็บอกนั่นแหละ ท่านให้เป็นโดยปริยายแล้ว อ.มงคลกล่าวอย่างภูมิใจ


ส่วนการฝึกซ้อมในสมัยนั้นจะถ่ายทอดกันด้วยวิธีครูร้องนำ แล้วศิษย์ก็ร้องตาม หากว่าท่วงทำนองหรือการเอื้อนไม่ได้ ครูจะจะค่อยๆแต่ง ค่อยๆสอนไปทีละวรรค ซึ่งโดยรวมแล้วการฝึกในสมัยนั้นกับตอนนี้เหมือนกัน เพียงแต่สมัยก่อนการฝึกอาจจะเคร่งกว่า ดุหรือปากจัดกว่า ไม่ปล่อยให้ผ่านกันง่ายๆ

สำหรับผมตั้งแต่ปี 2508 ที่เราสนใจ เราจำจากที่ครูร้อง ไปหัดร้องที่บ้าน แม้แต่เวลากล่อมลูกก็เห่เรือกล่อมลูก ท่วงทำนองต่างๆ มันก็ฝังอยู่ในใจเรา ฝังอยู่ในสันดานของเรา จนกระทั่งท่านเปิดหลักสูตรขึ้นมาสอน 3 เดือนมันก็เป็นจังหวะดีของเรา ท่านชี้ให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น ในเรื่องของการร้อง เรื่องของจังหวะ แม้แต่เรื่องของการพายด้วยว่าการพายนั้นมันมีกี่จังหวะ มีกี่ท่า เราต้องเข้าใจว่าเราเห่เรือเพื่ออะไร การเห่เรือก็คือการให้จังหวะฝีพาย เพราะว่าในเรือแต่ละลำ 40 - 50 คน เราจะทำอย่างไรให้เขาพายพร้อมกันได้ แล้วก็ต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ การที่เสียงจะออกมาดีไม่ได้มีวิธีรักษาเสียงเป็นพิเศษ เราต้องรู้ว่าเราควรออกเสียงแต่พอสมควร ไม่ตะเบ็งเสียงมากๆ เพราะหลอดเสียงมันจะแย่ ต้องใช้เสียงให้มันถูกต้องแค่นั้น

ในเรื่องของความรู้สึกที่ได้เป็นพนักงานเห่เรือนั้น อ.มงคลกล่าวว่า

ความรู้สึกตอนแรกที่ได้ลงงานใหญ่ มันบอกไม่ถูก เพราะไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้มาทำหน้าที่เป็นพนักงานเห่ ทำหน้าที่ที่มีเกียรติอย่างนี้ ก็ตื่นเต้น กระบวนพยุหยาตราฯกว่าที่เราจะได้แสดง กว่าที่เราจะได้ปฏิบัติงานจริงๆ ในวันจริง ใช้เวลาในการฝึกซ้อมหลายขั้นตอน อย่างน้อยที่สุดที่เห็นๆ คือ 6 เดือน เพราะฉะนั้นความตื่นเต้นไม่มี แต่ว่าความภูมิใจที่มันเกิดขึ้นที่เราปฏิบัติหน้าที่นี้ มันบอกไม่ถูก บอกเป็นคำพูดออกมาไม่ได้

แม้ว่าในการแสดงขบวนเรือพระราชพิธีในงานเฉลิมฉลองการครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปีในปีนี้ อ.มงคล จะไม่ได้ลงแสดงน้ำเสียงและลีลาการเห่เรือ แต่อาจารย์ก็วางใจได้ เพราะพนักงานเห่เรือคนใหม่ที่มาเพิ่งมาทำหน้าที่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ถือว่าทำหน้าที่ได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน


ร.อ.ณัฐวัฏ อร่ามเกลื้อ เจ้าของเสียงหวาน พนักงานเห่เรือคนล่าสุด

.
..เจ้าเอย เจ้าพระยาถั่งธารามานานไกล
เอิบอาบ กำซาบใจหล่อเลี้ยงไทยแผ่นดินทอง...

ในกระบวนเรือพระราชพิธี วันที่ 12 มิ.ย.49 นี้ สำหรับบทเห่เรือ ได้มีผสมผสานกันระหว่างบทเห่เรือใหม่กับบทเห่เรือเก่า เกิดเป็น กาพย์เห่เรือฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ที่ความไพเราะงดงาม โดยผู้มาทำหน้าที่เห่เรือขับขานสรรพสำเนียงอันไพเราะของกาพย์เห่เรือในขบวนเรือพระราชพิธีครั้งนี้ก็คือ เรือเอกณัฐวัฏ อร่ามเกลื้อ หนุ่มไฟแรง ผู้ที่ผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำการเห่เรือมานานนับสิบปี

ร.อ. ณัฐวัฏ เข้ามาอยู่ในกรมการขนส่งทหารเรือตั้งแต่ปี 2524 ซึ่งเป็นปีที่เตรียมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เขาเริ่มต้นด้วยการฝึกเป็นฝีพายเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เพื่อเป็นฝีพายในงานกระบวนพยุหยาตราที่เสด็จ ณ ปริมณฑลท้องสนามหลวง เมื่อขณะที่ฝึกฝีพายก็ได้ฝึกหัดร้องเห่เรือไปด้วย จนกระทั่งในปี 2539 เขาได้ก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่งพนักงานขานยาว และพนักงานเห่สำรอง จนกระทั้งปี 2549 จึงได้ก้าวขึ้นมาเป็นพนักงานเห่เรือตัวจริงเสียงจริง

ผมเริ่มร้องเห่จริงๆจังๆ ก็ช่วงตอนที่มาเป็นครูฝึกฝีพายในปี 2530 เราอยากให้ลูกศิษย์เราหรือฝีพายที่เราฝึกเขาอยากฝึก หมายถึงว่าถ้าเราร้องส่งเดชไป เขาก็ไม่อยากฝึกกับเรา เราจึงต้องพยายามร้องให้มันดี ร.อ.ณัฐวัฏ กล่าว

ในส่วนของการฝึกซ้อมนั้น ร.อ. ณัฐวัฏ อาศัยการฟังจากครูท่านอื่นๆก่อนตั้งแต่ยังเป็นฝีพาย จนกระทั่งมาฝึกอย่างจริงจังกับ อ.สุจินต์ สุวรรณ์ และฝึกแบบครูพักลักจำจาก อ.มงคล แสงสว่าง โดยอาจารย์ของร.อ. ณัฐวัฏ แนะนำว่าต้องลากเสียงยังไง ค่อยๆแต่ง ค่อยๆติกันไป เพราะโดยส่วนตัวเป็นคนชอบร้องเพลงอยู่แล้ว รวมถึงจำเนื้อได้อย่างขึ้นใจ มันก็ทำให้การเห่ง่ายขึ้น

สำหรับเสียงของผมนั้น อาจารย์กับเพื่อนๆจะบอกว่าผมเสียงหวาน ซึ่งในเรื่องของน้ำเสียงมันคงแก้ไขกันลำบากคนเสียงแบบไหนก็ต้องเสียงแบบนั้น แต่ว่าการเอื้อนการปรับแต่งทำให้มันเพราะขึ้นมันปรับกันได้ ส่วนเวลาร้องก็จะมีลูกคู่รับ ซึ่งลูกคู่จริงๆแล้วก็คือฝีพาย เช่นตอนเกริ่นโคลง พนักงานเห่จะเกริ่นคนเดียว แล้วก็ชะละวะเห่ ฝีพายจะเริ่มพาย แล้วก็ร้องรับไปด้วยเป็นลูกคู่ไปด้วย ส่วนมูลเห่ฝีพายนี่เขาจะร้องรับ ชะๆ หะๆ เห่ๆ อะไรก็รับไปเรื่อยๆ แล้วก็ไปสวะเห่ ก็จะเป็นลูกคู่รับไปด้วย ฝีพายก็จะรับแบบสบายๆ ร.อ.ณัฐวัฏ กล่าว

บรรยากาศการซ้อมขบวนเรือพระราชพิธี
ทั้งนี้การร้องเห่เรือแต่ละครั้งต้องใช้เวลาติดต่อกันนานเป็นชั่วโมงๆ ดังนั้นทั้งฝีพาย และพนักงานเห่ จำเป็นต้องมีร่างกายแข็งแรง ซึ่ง ร.อ. ณัฐวัฏ ได้ฝึกฝนด้วยการ ต้องออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อที่จะทำให้สามารถร้องกาพย์เห่เรือได้ดังใจ รวมถึงสามารถร้องได้นานๆ พอร้องบ่อยๆก็จะจำบทได้เอง และตนเองเป็นคนที่จำแม่นอยู่แล้ว กลอนก็เป็นบทที่คล้องจองสัมผัสกันทำให้จำง่ายขึ้น แต่ถึงวันจริงต้องเปิดตำราดูเพื่อกันพลาด เพราะงานนี้เป็นงานใหญ่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศดังนั้นจะพลาดไม่ได้

สำหรับขบวนเรือพระราชพิธีครั้งนี้ ร.อ. ณัฐวัฏ คือผู้ทำหน้าที่เป็นพนักงานเห่เรือ โดยประจำอยู่ที่เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ซึ่งเขาได้กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้ร่วมในงานอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้อย่างภาคภูมิใจ ว่า

ผมภูมิใจและดีใจมากที่ได้เห่เรือถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และได้เป็นตัวแทนของคนไทยคนหนึ่งที่ได้มีส่วนแนะนำวัฒนธรรมประเพณีไทย อนุรักษ์ประเพณีไทย ผมพอใจและภูมิใจมากๆ ในความเป็นไทย

พ.จ.อ. เฉลิม รอดดี พนักงานขานยาว กับเสียงห้าวๆให้จังหวะ

...วัดวาทุกอาวาส พุทธศาสน์ธรรมทอแสง
น้ำใจจึงไหลแรง ไม่เคยแล้งจากใจไทย

นอกจากการขับขานบทเห่เรืออันไพเราะแล้ว เสียงขานให้จังหวะสอดรับกันระหว่างการเห่กับฝีพายก็ถือเป็นส่วนสำคัญเช่นกัน สำหรับ ผู้รับหน้าที่นี้ก็คือ พ.จ.อ.เฉลิม รอดดี พนักงานขานยาวประจำเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ซึ่ง พ.จ.อ.เฉลิม ได้เข้ารับราชการมาตั้งแต่ปี 2530 และได้คลุกคลีอยู่กับการพายเรือและการเห่เรือมาตลอด จนในปี 2545 ที่มีการเปิดหลักสูตรการเห่เรือขึ้นมา โดยเขาติดหนึ่งในสามของพนักงานเห่เรือ


พ.จ.อ.เฉลิม กล่าวว่า เป็นคนชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กแล้ว แนวเพลงลูกทุ่งจะชอบมาก โดยเฉพาะชาย เมืองสิงห์ ชอบมาตั้งแต่สมัยเด็ก เพราะเสียงเขาดี ร้องง่าย เสียงไม่สูงมาก ไม่ต่ำมาก มีอยู่วันหนึ่งตอนกำลังร้องลิเกเล่นกับเพื่อน บังเอิญครูมงคล(แสงสว่าง)มาได้ยิน จึงได้ชวนให้มาเห่เรือ ระหว่างนั้นก็ฝึกตัวเองอยู่ประมาณเดือนกว่าๆ เมื่อครูมงคลเรียกไปทดสอบเสียง ท่านจึงบอกให้มาอยู่แผนกเห่เรือก็แล้วกัน

พนักงานเห่จะมีบทบาทในเรื่องของการเห่ เสียงของคนเห่จึงอาจจะต้องมีความหวาน ส่วนการขานยาวเป็นการให้จังหวะ ซุ่มเสียงจึงจำเป็นต้องดังและออกห้าวหาญนิดๆ

การขานยาวก็เป็นการเห่อย่างหนึ่ง เพื่อให้ฝีพายได้ผ่อนคลายอิริยาบถ เมื่อฝีพายเริ่มพายไม่พร้อมเพรียงกัน เริ่มไม่สวยแล้ว ผมก็จะขานยาวทีหนึ่ง อาจจะสัก 3 นาที 5 นาทีเว้นไป แล้วก็ขานใหม่ไปเรื่อยๆ เพราะคำว่า เยิ้ว! ของฝีพายที่เขารับเนี่ย เขาจะไปหยุดนิ่งอยู่ในจังหวะที่สี่ ตรงนั้นเสร็จปุ๊บต่อไปเขาจะลงมาพร้อมกัน ทีนี้คำที่เขารับ จะเรียกว่า สร้อย เป็นการโต้ตอบระหว่างพนักงานขานยาวกับฝีพาย ลักษณะของการขานยาวเขาจะมีแบบ เยิ้ว (เสียงยาว) อะไรอย่างนี้ แล้วฝีพายเขาก็จะรับว่า เยิ้ว (เสียงสั้นๆ) มันจะมี 2 อย่าง คือ กาบขวากับกาบซ้าย อย่างกาบขวาผมจะขึ้นมาว่า เยิ้ว....(เสียงยาวๆ) ฝีพายเขาก็จะรับห้วนๆ เยิ้ว!! แล้วก็ ขวา..พายสิพ่อ พายสิพ่อ พายสิพ่อ... ถ้าเป็นทางกาบซ้ายก็จะเป็นในลักษณะเดียวกัน แต่จะเปลี่ยนเสียงเป็น ซ้าย....พายสิพ่อ...แทน แบบนี้คือการขานยาว

พ.จ.อ.เฉลิม เล่าต่อว่า คนที่จะเข้ามาเป็นพนักงานเห่ หรือพนักงานขานยาวก็ตาม ต้องมีพื้นฐานของการพายเรือพระราชพิธีได้เนื่องจากจะได้รู้จังหวะ จับจังหวะให้เข้ากับทำนองได้ และต้องเป็นผู้ที่มีเสียงดี วิธีการร้องและอักขระอะไรต่างๆต้องชัดเจน ถูกต้อง เวลาฝึกก็ต้องฝึกกับฝีพาย เพราะเราเป็นครูฝึกของเขาด้วย คือฝึกเขาไปแล้วเราก็เห่ไปด้วย เหมือนได้ฝึกตัวเอง ฝึกให้ทำนองการเห่การพาย เขาก็รับด้วยเท่ากับเรามีลูกคู่ เป็นการฝึกฝนตัว และฝึกฝนเสียงไปในตัว

สำหรับงานครั้งแรกที่ พ.จ.อ.เฉลิม ได้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ก็คือ งานฉลองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 5 รอบ ในปี 2530 ซึ่งขณะนั้นรับหน้าที่เป็นฝีพายเรือสุพรรณหงส์ จากนั้นก็ได้มาเป็นครูฝึก จนมาได้ลงเรืออเนกชาติภุชงค์ ในตำแหน่งพนักงานขานยาว

ผมภูมิใจทุกครั้งที่มีขบวน ซึ่งเป็นหน้าที่ที่เราต้องทำถวายองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราทำด้วยความเต็มใจ ต้องยอมทำทุกอย่างอยู่แล้วครับ ยอมทุกอย่างถึงแม้จะเหนื่อยแค่ไหนแต่ก็ไม่มีใครเอ่ยปากบ่น เหงื่อหยดเข้าตายังไงก็สู้ครับ ทุกคนสู้หมดใจ ภูมิใจมากครับ พ.จ.อ.เฉลิม กล่าวอย่างปลาบปลื้ม

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *


ข้อมูลจาก http://www.dek-d.com/myBoard/view.php?id=593950

ขอขอบคุณ คุณ ||-HeDw!g & P!gw!Dgeon-||

 

ตอนที่เราทำรายงานเรื่องเรือพระที่นั่ง ตอนอ่านความเป็นมาของเรือพระที่นั่งก็อึ้งๆไปเหมือนกัีน เรือพระที่นั่งรวมทั้งเรือสุพรรณหงส์นั้่นเคยเป็นเรือรบมาก่อน แต่ว่าเป็นเรือที่สวยงามมากจริงๆเลยนะ เราภูมิใจจริงๆที่มีมรดกของชาติสวยงามมากไม่สามารถหาที่ใดไม่ได้

 

 


edit @ 2006/06/12 14:08:51
edit @ 2006/06/12 14:48:34

edit @ 2 Aug 2008 13:18:05 by Nw.kana Quatre

edit @ 20 Oct 2014 18:58:11 by Nw.kana Quatre